Home / ประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์

การปฏิวัติกำมะหยี่ 1989

เป็นที่แน่นอนเลยว่าปีที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ปีหนึ่งในสายตาประชาชนชาวยุโรปตะวันออกและกลางคือปี 1989 รัฐบาลคอมมิวนิสต์หลายชุดถูกล้มล้างอำนาจอย่างถาวรและกำแพงเบอร์ลินได้ถูกทำลายลงในที่สุดเพื่อรวมเยอรมันตะวันออกและตะวันตกเป็นหนึ่งเดียวและผสานรวมกันเป็นประเทศเยอรมันในทุกวันนี้  เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น รัฐบาลของเชโกสโลวาเกียได้จับตามองอย่างกระวนกระวายด้วยรู้ว่าตนอาจเป็นรายถัดไปที่ถูกการปฏิวัติกวาดล้างได้ ภายในเชคโกสโกวาเกียมีทั้งกระแสความตื่นเต้นและกังวลคละกันไปด้วยที่ประชาชนต่างต้องการล้มล้างรัฐบาลของตนแต่ยังกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงอำนาจนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร  จนกระทั่งวันที่ 17 พฤศจิกายน 1989 ประชาชนจึงได้เห็นถึงวิธีการในการดำเนินการนี้ เพราะเป็นวันแห่งการเคลื่อนไหวของเยาวชนคอมมิวนิสต์ที่จัดการเดินขบวนในกรุงปรากเพื่อระลึกถึงผู้ที่ถูกนาซีสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการเดินขบวนที่ตำรวจเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงส่งผลให้มีการจับกุมผู้คนจำนวนมากและมีผู้บาดเจ็บมากมายจากการเดินขบวนนี้ เหตุการณ์นี้ขับเคลื่อนให้ผู้คนในเชโกสโลวาเกียลุกฮือขึ้นต่อสู้ด้วยกำลังของตนเอง  ความโกรธแค้นแผ่ขยายไปไม่เพียงใช้ความรุนแรงไร้แบบแผนเท่านั้น ยังมีการเดินขบวนของผู้คนจำนวนมากเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งด้วย โดยกลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ในเลียตน่า (Letna) ซึ่งมีผู้มาเข้าร่วมถึง 750,000 คน  ผู้นำแถวหน้าคนหนึ่งของกลุ่มผู้ประท้วงคือชายผู้หนึ่งที่มีชื่อว่าฮาเวล (Havel) ผู้ซึ่งเข้าร่วมการเจรจากับรัฐบาลและในที่สุดก็ทำให้รัฐบาลต้องลาออกไปในวันที่ 3 ธันวาคม 1989  ภายหลังจากนี้ไม่นานจึงได้จัดตั้ง “รัฐบาลแห่งความเข้าใจของชาติ” ขึ้นซึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคโดยที่ฮาเวลได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นเป็นผู้นำ เนื่องจากวิธีการที่ชาวเชโกสโลวาเกียใช้จัดการเหตุการณ์นี้ได้โดยสงบ ปฏิบัติการนี้จึงได้รับการเรียกว่าการปฏิวัติกำมะหยี่  แต่ยังคงมีปัญหาคั่งค้างในประเทศอยู่เมื่อฝั่งตะวันออกหรือสโลวาเกียลุกฮือขึ้นด้วยความโกรธเนื่องจากอำนาจและการเงินต่างมุ่งเน้นเพียงฝั่งตะวันตกเท่านั้น  ทำให้เกิดเหตุการณ์ในปี 1993 ขึ้นเมื่อเกิดการตัดสินใจแยกประเทศเป็นสองชาติ สโลวาเกียและสาธารณรัฐเช็กจึงถือกำเนิดขึ้น กรุงปรากภายหลังการปฏิวัติกำมะหยี่ เหมือนดังเช่นเมืองอื่นในโลก กรุงปรากได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มามากมายตั้งแต่ปลายช่วงปี 1980 จนถึงต้นยุค 1990  มุมมองที่ใหญ่ที่สุดมุมหนึ่งในประวัติศาสตร์ปัจจุบันของสาธารณรัฐเช็กคือการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีส่วนร่วมกับประชาคมโลกโดยมีกรุงปรากเป็นศูนย์กลาง  เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดคือการเข้าร่วมกับนาโต้และอียูในปี 1999 และ 2004 ตามลำดับ …

Read More »

Václav Havel

Václav Havel คือนักเขียนบทละครและผู้ที่คัดค้าน ซึ่งปูทางตัวเองมาเป็นประธานาธิบดีของประเทศเช็กโกสโลวาเกีย ด้วยการทำทำตลาดภายในประเทศให้เป็นตลาดเสรี Václav Havel เป็นคนสูบบุหรี่จัดถ้าหากตัดเรื่องความไม่เรียบร้อยของเขาออกไปแล้วเขาถูกยอมรับว่าเป็นคนที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ด้วยเหตุผลนี้เขาจึงถูกมองว่าไม่เหมือนผู้สมัครคนอื่นๆ ที่จะนำพาเช็กโกสโลวาเกียออกจากความเป็นคอมมิวนิสได้ เขามีความเกี่ยวพันอย่างมากกับการเมืองอย่างน้อย 20 ปี และนักเคลื่อนไหวต่างๆ มักจะยื่นปัญหามาให้เขา ถึงอย่างนั้นก็ตามเขาพยายามสู้ต่อไปเพื่อความจริงและอิสระแห่งเช็กโกสโลวาเกีย เมื่อถูกโซเวียตรุกราน เขาถูกบังคับให้หยุดการเป็นศิลปินและถูกส่งไปยังโรงงานต้มเหล้าแทน สิ่งนี้ไม่อาจหยุดยั้งเข้าได้จากความเป็นศิลปะ เขาดำเนินการสร้างผลงานต่อซึ่งเรียกว่า การโกหกและหลอกลวงโดยคอมมิวนิสถูกค้นพบแล้ว เขายังทำงานให้กับด้านกฎหมายสาธารณะ รณรงค์สนับสนุนเรื่องความเกลียดชังในระบอบเผด็จการของเขาที่มีและเรียกร้องให้ผู้นำประเทศเปิดเผยความจริงมากกว่านี้ในสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่ การเรียกร้องเหล่านี้ไปยังผู้นำคอมมิวนิสไม่ได้รับการใส่ใจมากนัก แต่ทว่าเค้าถูกจองจำ 4 ปี ในการก่อตั้ง Charter 77 ปี 1989 มันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคอมมิวนิสใกล้จะล่มสลาย ในเวลานี้ชาวเช็กหลายคนเริ่มหันมาเข้าข้าง Havel ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขายังแสดงให้เห็นว่าเขามีคนไว้วางใจมากและความสามารถทางการเมืองที่แสดงออกมาในช่วงเวลานี้ โดยผ่านงานเขียนของเขาที่เขียนออกมาจากห้องขัง ในวันที่ 18 เดือนธันวาคม 2011 Václav Havel ได้จากไปอย่างน่าเศร้า หลังจากการต่อสู้กับความเจ็บป่วยมายาวนาน   สิ่งที่เหลืออยู่ของ Havel มันน่าทึ่งมากที่พบว่า …

Read More »

ปรากภายใต้ระบอบการปกครองคอมมิวนิสต์

ภายหลังสงคราม เชโกสโลวาเกียได้กลับเป็นประเทศอิสระอีกครั้งหนึ่ง โดยมีประธานาธิบดีเบเนช(Beneš)ปกครอง จนกระทั่งสงครามเย็นเริ่มขึ้น  สงครามเย็นนี้ยังได้ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายในเชโกสโลวาเกียให้ปกครองประเทศตามแนวคิดคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการแพร่กระจายไปทั่วทั้งภูมิภาค และเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น เสียงข้างมากเพื่ออุดมการณ์คอมมิวนิสต์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 1948 เบเนชจึงได้ออกจากตำแหน่งและพรรคคอมมิวนิสต์จึงเข้าปกครองประเทศแทน โดยมีเคลเมนต์ กอตต์วัลด์ (Klement Gottwald )ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้าปกครองแล้ว ชาวเยอรมันจำนวน 3.5 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในประเทศเชโกสโลวาเกียได้ถูกผลักดันให้กลับประเทศเยอรมันไปแม้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาได้อาศัยอยู่ในเชโกสโลวาเกียมาหลายรุ่นแล้วก็ตาม  ในพื้นที่หนึ่งที่มีชาวเยอรมันกลุ่มน้อยถูกผลักดันไปอย่างในดินแดนสุเดเตน (Sudetenland) ยังคงถกเถียงกันทางการเมืองและทางสังคมถึงการกระทำเช่นนี้อยู่จนถึงทุกวันนี้ซึ่งมีข้ออภิปรายหลายประเด็นถึงความถูกต้องทางกฎหมายรวมถึงหลักจริยธรรมในการกระทำนี้ พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจอยู่ถึง 41 ปีตั้งแต่ปี 1948 จนถึงปี 1989 และตลอดช่วงเวลานี้ไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นสักเท่าไหร่  รัฐเป็นผู้ถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคลเกือบทั้งหมดและอิสรภาพที่ชาวยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่ได้รับกลับถูกริบรอนไปจากพลเมืองชาวเช็ก  ประเทศถูกปกครองด้วยแถลงการณ์ที่สร้างความหวาดหวั่นและประชาชนต่างเกรงกลัวที่จะพูดต่อต้านบรรดาชนชั้นปกครองที่ใช้การควบคุมที่รุนแรงและโหดเหี้ยม  เหตุการณ์เดียวที่เกิดขึ้นระหว่างการปกครองอันแสนยาวนานนี้คือการสร้างความหวังในหัวใจของชาวเช็กที่เกิดขึ้นในปี 1968 ซึ่งเรียกกันว่าเหตุการณ์ปรากสปริงอัพไรซิ่ง (Prague Spring Uprising -การก่อตัวของความคิดใหม่ในปราก)  ซึ่งมีจุดตั้งต้นมาจากประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ดูบเชกที่ต้องการให้ “ความเป็นมนุษย์” แก่ระบบสังคมนิยม และทำให้มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมการเดินขบวนและประท้วงเพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้  หลังจากนั้นไม่นานดูบเชกได้รับการร้องขอให้ไปเยือนกรุงมอสโกและเมื่อกลับประเทศมา แนวคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับแผนการนี้ได้ถูกล้มเลิกไปเนื่องจากมีรถถังรัสเซียจำนวนมากวิ่งตามท้องถนนในกรุงปรากเพื่อสลายกลุ่มผู้สนับสนุนนโยบายนี้  นอกจากนี้ยังทำให้ดูบเชกถูกปลดลงจากตำแหน่งและกุสตาฟ ฮูซัค …

Read More »

ปรากสปริง 1968

ในช่วงต้นของปี 1968 นายแอนโตนิน โนวอตนี่ (Antonín Novotný) นักการเมืองผู้ซึ่งขึ้นชื่อด้านความเด็ดเดี่ยว ได้ลงจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์โดยมีนายอเล็กซานเดอร์ ดูบเชก (Alexander Dubček) นักปฏิรูปชาวสโลวักมาดำรงตำแหน่งแทน การแต่งตั้งบุคคลที่มีทัศนคติเชิงปฏิรูปเพื่อดำรงตำแหน่งในพรรคคอมมิวนิสต์นี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับบรรดาผู้นำในรัสเซีย ประเทศซึ่งมีอำนาจควบคุมประเทศบริวารนี้อย่างสิ้นเชิง แนวความคิดของดูบเชกที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดน่าจะเป็นแนวคิดที่เขาอยากจะเปลี่ยนประเทศเชโกสโลวาเกียเป็นรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งมีความแตกต่างจากอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นอย่างยิ่ง โดยประชาชนสนับสนุนแนวความคิดนี้เป็นอย่างล้นหลามและยังมีการตั้งฉายาให้ว่าเป็น “สังคมนิยมด้วยโฉมหน้าของประชาชน” (Socialism with a public face) แต่ผู้คนที่มีความสำคัญต่อเรื่องนี้จริง ๆ นั้นคือบรรดานักการเมืองและผู้นำในกรุงมอสโก ซึ่งต่างก็ไม่พอใจกับแนวคิดดังกล่าว อย่างไรก็ตามเนื่องจากการกุมอำนาจของรัฐบาลมีความหละหลวมลง ประชาชนชาวเชโกสโลวาเกียเกิดการปะทุอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มีการตื่นตัวของสังคมศิลปิน ความรู้สึกต่อต้านกรุงมอสโกถูกถ่ายทอดออกมาสู่สาธารณชนและการแพร่กระจายของแนวความคิดทางการเมืองกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้ทั่วไป ในขณะที่ทศวรรษ 1960 กำลังดำเนินไป ประชาชนเริ่มตระหนักว่าประเทศควรเป็นอิสระจากโซ่ตรวนของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยที่ประชาชนคิดไม่ถึงว่าการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์จะสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง อย่างไรก็ตาม งานรื่นเริงต้องจบลงอย่างปัจจุบันทันด่วนในเดือนสิงหาคม 1968 เมื่อมหาอำนาจโซเวียตไม่ยอมอดทนอดกลั้นกับบรรยากาศที่ได้โอบล้อมประเทศเชโกสโลวาเกียได้อีกต่อไป โซเวียตไม่เพียงแค่กังวลในความจริงที่ว่าเหตุการณ์เหล่านี้กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังเกรงกลัวว่าบรรยากาศเช่นนี้อาจจะแพร่กระจายไปยังประเทศคอมมิวนิสต์อื่น ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะนำไปสู่การคุกคามโครงสร้างของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรปทั้งหมดได้ เพื่อโต้ตอบสถานการณ์นี้ สหภาพโซเวียตได้ส่งกำลัง 500,000 นายไปยังประเทศเชโกสโลวาเกียเพื่อปราบปรามอิสรภาพที่เพิ่งค้นพบใหม่ของมวลชน …

Read More »

ผลกระทบจากลัทธิคอมมิวนิสต์

มรดกสืบทอดของลัทธิคอมมิวนิสต์ยังคงดำรงอยู่ในชีวิตและจิตใจของสาธารณรัฐเช็กและยังคงส่งผลกระทบด้านจิตวิทยาต่อประชาชน เช่นเดียวกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หลักฐานที่เห็นก็คือลัทธิคอมมิวนิสต์ยังคงช่วงชิงหลายสิ่งหลายอย่างไปจากประชาชนชาวเช็กและประชาชนต้องปรับตัวในการดำรงชีวิตเมื่อปราศจากลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป สำหรับบุคคลที่ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงการปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ คงไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าการใช้ชีวิตของชาย หญิง และเด็กในช่วงเวลานั้นเป็นเช่นไรกันแน่ ในยุคนั้น รัฐบาลควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกของปวงชนอย่างยิ่ง และเป็นไปได้ว่าคุณจะตกงานหรือลูก ๆ ของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำสำหรับการจ้างงานในอนาคตหากคุณปฏิเสธที่จะเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ คุณคงจะจินตนาการได้ว่าคนส่วนใหญ่จงเกลียดจงชังระบบนี้แต่พวกเขาไม่สามารถต่อต้านหรือพูดออกมาได้ ความรู้สึกสิ้นหวังปกคลุมไปทั่วหย่อมหญ้าของรัฐที่ต้องการเป็นอิสระจากพันธนาการแต่ก็ทำไม่ได้ มรดกจากลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือทัศนคติของประชาชนชาวเช็กต่อสิ่งสำคัญในชีวิต ระบบคอมมิวนิสต์ทำลายความเป็นปัจเจกบุคคลและทำให้ประชากรเป็นกลุ่มคนที่มีเอกลักษณ์เดียวกัน คือเป็นกลุ่มคนที่ปราศจากทัศนคติ ทักษะคุณค่าส่วนบุคคล ส่งผลทำให้คนเช็กกลายเป็นคนที่ไม่ชอบแสดงออกและเก็บตัวซึ่งยังคงพบเห็นได้ในปัจจุบัน เนื่องจากชาวเช็กส่วนใหญ่ไม่มีความคิดที่ว่าพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงระบบโดยรวมได้และพวกเขาสามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้ทั้งหมด แม้ว่าจะมีการปราบปรามทางการเมืองและการควบคุมที่โหดร้ายรุนแรงจากรัฐบาล ยังมีคนเป็นจำนวนมากที่มีความทรงจำที่ดีต่อยุคนี้ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดก็ตาม หลายคนจดจำยุคนี้ว่าเป็นช่วงเวลาที่รัฐจัดหาเครื่องอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้กับประชาชน ทุกคนมีที่อยู่อาศัยและงานที่มั่นคง ซึ่งแตกต่างกับทุกวันนี้ที่ประชาชนต้องคอยกังวลกับการจำนอง ใบแจ้งหนี้ ความมั่นคงของงานและปัจจัยอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ตึงเครียดมากกว่าในช่วงของการปกครองที่ผ่านมา โดยพื้นฐานแล้ว ผู้คนที่ไม่มีความทะเยอทะยานสูงส่งนั้นมีความสุขกับการใช้ชีวิตในรูปแบบที่ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์จัดหาให้ แต่สำหรับคนที่ทะเยอทะยานแล้วกลับชอบความจริงที่ว่าพวกเขามีอิสรภาพในการไขว่คว้าความฝันในโลกยุคปัจจุบัน  สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ขาดหายไป ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากคือ อารมณ์ขันของชาวเช็ก เราสามารถพบเห็นได้จากภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 1989 ภาพยนตร์ส่วนใหญ่มีอารมณ์ขันแบบตลกร้ายและเฉียบแหลมซึ่งสื่อออกมาผ่านตัวละครที่พยายามผ่อนคลายกับการดำเนินชีวิต ไม่ใช่เหตุบังเอิญที่มีการผลิตภาพยนตร์เช่นนี้ขึ้นหลังจากการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของภาพยนตร์เหล่านี้คือการต่อต้านผู้มีอำนาจซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความคับข้องใจที่เกิดขึ้นกับประชาชนตลอดช่วงการปกครองที่กดขี่

Read More »

การลอบสังหาร Reinhard Heydrich

ระหว่างเดือนกันยายนของปี 1941 หน่วย SS ที่ 2 ที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาและเป็นหน่วยคุ้มกันส่วนตัวของ ฮิตเลอร์ Reinhard Heydrich คือ 1 ในผู้บงการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ตกลงที่จะแทนที่ Otto Neurath ที่อ่อนแอมาเป็นผู้ว่าการของประเทศเช็ก Heydrich เข้าใจอย่างชัดเจนว่าในส่วนของหน่วยนาซีที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกัน Moravia และ Bohemia มีประโยชน์กับเยอรมัน คือการเป็นที่ดำเนินการด้านอุตสาหกรรมทางทหารที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่ง ในยุโรป ที่หนึ่งคือ Brno และอีกที่คือ Pilsen เมื่อเริ่มมีเหตุการณ์วินาศกรรมเกิดขึ้นและดูเหมือนมันจะส่งผลไปยังการส่งเสบียงไปทางแนวหน้าตะวันออก Heydrich เริ่มเพ่งเล็งกรุงปราก ด้วยแผนจูงใจทางบวกและทางลบ ขณะที่เพิ่มผลประโยชน์ให้คนงาน การแต่งตัวให้คนงานชาวเช็กด้วยรองเท้า การนวดพักผ่อน และเนื้อ เขาจะลงโทษทันทีกับผู้ที่คิดต่อต้านหรือทำกิจกรรมต้องห้ามต่างๆ พร้อมกันนี้รัฐบาลสาธารณรัฐเช็กได้รับการเผชิญหน้ากับวิกฤตของความน่าเชื่อถือในสายตาของสหราชอาณาจักร หลังจากที่ของสหราชอาณาจักรได้ทำการลงนามในสนธิสัญญามิวนิค (ซึ่งเป็นข้อตกลงสงบที่จะยึดครองพื้นที่ Sudetenland สโลวาเกียที่ควบคุมโดยพวกนาซี) คนจำนวน 1,000 กว่าคน ของชาวสโลวัคและเช็กได้เดินทางเข้าไปทำการรบ และสำหรับผู้ที่ยังเหลืออยู่ภายในประเทศได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการใต้ดิน …

Read More »

มรดกของชาวยิวแห่งกรุงปราก

เมื่อ 2000 ปีที่แล้ว ชาวโรมันทำการขับไล่ชาวยิวจากอิสราเอล (ดินแดนศักดิ์สิทธิ์) อย่างไรก็ตาม “โตราห์เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาที่ไม่มีกองทัพจะสามารถทำลายได้” และผ่านมาหลายศตวรรษ วัฒนธรรมของชาวยิวก็มีชีวิตรอดมาจากวงล้อมทั่วโลก ชาวยิวได้เริ่มเข้ามาในกรุงปรากระหว่างศตวรรษที่ 10 ที่ทางเชื่อมหลักของจัตุรัสชาวยิว (Široká และถนน Maiselova) คือสถานที่ที่ 2 วัฒนธรรม มาทำการแลกเปลี่ยนค้าขายกัน หลังจากสงครามครูเสดศตวรรษที่ 12 พระสันตปาปาได้กล่าวว่าให้ชาวคริสเตียนกับชาวยิวต้องแยกออกจากกัน ชาวยิวถูกบังคับให้ใส่ตราสีเหลือง และที่อยู่อาศัยของพวกเขาถูกกั้นกำแพงและกลายมาเป็นสลัมในที่สุดระหว่างศตวรรษที่ 16 และ 17 กรุงปรากคือ 1 ในสถานที่ที่มีสลัมใหญ่ที่สุดในยุโรป ด้วยผู้อยู่อาศัยกว่า 11,000 คน ภายในจำนวน 6 ประตู ที่พักของชาวยิวในกรุงปรากเป็นอาคารที่สร้างจากไม้กว่า 200 หลัง หลายคนกล่าวว่านั้นคือ “รัง” มากกว่าที่จะเรียกว่า “ที่อาศัย” “คนที่ถูกขับไล่” ของศาสนจักรเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับการทำผลกำไรในการให้กู้ยืมเงิน (ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามของชาว คริสเตียนในการทำแบบนี้) และเป็นการสนับสนุนชุมชนเพื่อความอยู่รอด และการจ่ายเงินสำหรับค่าคุ้มครอง …

Read More »

ปรากวันนี้

กว่ายี่สิบปีแล้วหลังเกิดการปฏิวัติกำยะหยี่และการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความโด่งดังของเมืองปรากในฐานะจุดหมายแห่งการท่องเที่ยวยอดเยี่ยมของยุโรปยังคงเป็นที่นิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย  ด้วยเพราะมีแต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวแสวงหา นั่นคือการรวมกันของประวัติศาสตร์อันน่าตื่นเต้น สถาปัตยกรรมอันงามสง่า หลากหลายความบันเทิงในเมืองหลวงแห่งเช็กนี้นับเป็นสิ่งที่มิอาจต้านทานไหวทั้งสิ้น ในวันนี้สาธารณรัฐเช็กโดยเฉพาะกรุงปรากถือเป็นต้นแบบของประเทศในยุโรปตะวันออกที่ค้นหาการปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชาชนและสภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ  ปรากถูกมองเป็นเมืองแห่งความสากลมากกว่าเมือง   อื่น ๆ ในยุโรปกลางและตะวันตกที่จัดตั้งมานานแล้ว และยังมีชื่อเสียงว่าเป็นสถานที่ที่ได้รับผลประโยชน์จากความแตกต่างที่มาจากระบบทุนนิยมรวมถึงผลด้านลบบางประการด้วย  สิ่งชี้วัดโดยรวมทั้งประเทศที่ดีที่สุดคือสาธารณรัฐเช็กมีค่าจีดีพีสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่เข้าร่วมกับอียูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยมีกรุงปรากเป็นเมืองที่มีจีดีพีสูงที่สุดในประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ด้านการเงินในปรากเป็นสิ่งที่เหนือกว่าเพื่อนบ้านในยุโรปตะวันออกอื่นก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีชีวิตแนวประชาธิปไตยและทุนนิยมนั้นทำให้เกิดปัญหาบางประการ ที่เด่นชัดที่สุดคือช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่มีมากขึ้น  แม้ว่านี่เป็นปัญหาที่ประเทศทุนนิยมทุกแห่งต้องเผชิญ รัฐบาลเช็กต้องเร่งขจัดปัญหาเพื่อไม่ให้ปัญหานี้เพิ่มมากขึ้น เรื่องน่าแปลกใจอย่างหนึ่งที่คุณจะสังเกตเห็นเมื่อมาเยือนกรุงปรากคือเมืองนี้เป็นเมืองที่มีผู้สูบบุหรี่จำนวนมาก  แม้ว่าจะห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะตั้งแต่ปี 2006 แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่ได้ลดน้อยลงเลย  น่าแปลกที่ยังอนุญาตให้สูบบุหรี่ในร้านอาหารแม้ว่าส่วนใหญ่จะมีพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่ที่จัดไว้ให้ห่างจากผู้ที่ไม่สูบไว้ก็ตาม ผลกระทบใหญ่อีกประการหนึ่งในกรุงปรากเมื่อไม่กี่ปีมานี้คือมีนักท่องเที่ยวเยาวชนจากยุโรปตะวันตกหลั่งไหลเข้ามามากเพื่อต้องการสนุกสนานกับความมีชีวิตชีวาในช่วงค่ำคืน การดื่มกินราคาถูกและคลับระบำเปลือยกายในย่านจัตุรัสเวนเซสลาส  มีหลายความเห็นในเรื่องนี้ ความเห็นหนึ่งว่าเป็นการนำเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแต่บ้างก็ว่าทำให้เกิดความแตกแยกและส่งผลให้หลายพื้นที่ในเมืองกลายเป็นพื้นที่ไม่พึงประสงค์ไป  เมื่อราคาถีบตัวสูงขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มองหาเมืองในยุโรปตะวันออกแห่งอื่นแทน เช่น บราติสลาวา บูคาเรสท์ และริกา

Read More »